แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กมีพรสวรรค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กมีพรสวรรค์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

แววอัจฉริยภาพเด็ก

แวว"อัจฉริยภาพ"เด็ก
 
                ในศูนย์ทดสอบอัจฉริยภาพเด็ก จะมีการทดสอบเด็กว่าเป็นคนมี "แวว"อะไร ซึ่งมีทั้งหมด 10แวว ด้วยกัน จากนั้นพัฒนาเด็กตาม "แวว" ที่เด็กมี ซึ่งแต่ละแวว จะมีวิธีการส่งเสริมพัฒนาเด็กที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ลองดูว่าลูกของคุณมีแววชนิดใด
                1.แววนักคิด เป็นเด็กช่างสังเกต มองเห็นรายละเอียดได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน จดจำแม่นยำ รวดเร็ว สนใจสิ่งแปลกๆ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ประหลาดใจ ใช้ภาษาได้ดี ไม่ชอบคบเพื่อนวัยเดียวกัน แต่คบคนที่อายุมากกว่า รู้เกินเด็กวัยเดียวกัน ชอบทำงานคนเดียว คิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้อย่างลึกซึ้งกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช่น ความซื่อสัตย์
                2.แววนักวิชาการ เป็นเด็กมีสมาธิดี เรียนรู้ได้รวดเร็ว ภาษาดี อ่านหนังสือยากและเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน ชอบการเรียนรู้แบบถึงแก่น ชอบซักถาม ชอบเรียนวิชายากๆ สนุกกับการเรียน ชอบทำงานเกินคำสั่งในสิ่งที่สนใจ ชอบวิเคราะห์ตนเอง ประเมินข้อมูล และแก้ไขสถานการณ์
                3.แววสร้างสรรค์ เป็น เด็กไม่ยอมทำกิจกรรมที่ไม่ชอบ ไม่ยอมร่วมมือถ้าไม่เห็นด้วย ชอบทำงานคนเดียว สนใจสิ่งประดิษฐ์และความคิดใหม่ๆ ไม่หงุดหงิดกับการไร้ระเบียบ หรือสภาพที่คนอื่นหงุดหงิดทนไม่ได้ สังเกตรายละเอียดต่างๆ ได้ดี มีความคิดอิสระ มีความยืดหยุ่น คิดได้หลายอย่างและมีความคิดแปลกใหม่
                4.แววนักวิทยาศาสตร์ เป็นเด็กกระหายใคร่รู้ในสิ่งต่างๆ ว่าทำได้อย่างไร ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ ชอบเฝ้าดู จับต้อง ดม มองเห็นความเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ชอบทำงานที่ต้องลงมือปฏิบัติ ทดลอง ชอบวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุผล
                5.แววนักคณิตศาสตร์ เป็นเด็กสนใจศึกษาเกี่ยวกับตัวเลข ปฏิทินเวลา แผนภูมิ มิติเวลา หมกมุ่นครุ่นคิดมีวิธีแปลกใหม่ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มีจินตนาการ ชอบตั้งคำถามที่เป็นเหตุเป็นผล มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้หลายวิธีทางคณิตศาสตร์ และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องคณิตศาสตร์ได้
                6.แววผู้นำ เป็นเด็กชอบขบคิด ไม่ยอมจำนนต่อปัญหาอุปสรรคใดๆ ชอบเป็นผู้นำกลุ่ม มีอารมณ์ขัน ชอบทำงานกับคนกลุ่มมาก ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ และควบคุมการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
                7.แววนักภาษา เป็นเด็กพูดอ่านเขียนเร็ว มีภาษาก้าวหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ชอบท่องจำ อ่านโคลงกลอน พกหนังสือติดตัวไปทุกที่ ชอบแต่งเรื่องเขียนเรื่อง มีภาษาพูด เขียน สละสลวยงดงามกว่าเด็กวัยเดียวกัน เข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างถ่องแท้ วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์จากเรื่องที่อ่านได้ ใช้ภาษาสร้างจินตนาการได้
                8.แววนักกีฬา เป็นเด็กสนุกสนานกับการเคลื่อนไหว ออกกำลัง ปีนป่าย ใช้เวลาว่างเล่นกีฬา มีสมาธิในการเล่นกีฬาได้แม้มีเสียงรบกวน ชอบคิดวิธีใหม่ๆ มาใช้เล่นกีฬา สามารถควบคุมความสมดุลของร่างกายได้อย่างโดดเด่น และมีสภาพร่างกายที่เหมาะสม เช่น ช่วงขาแข็งแรง
                9.แววนักดนตรี เป็นเด็กใช้เวลาว่างกับกิจกรรมด้านดนตรี อยากมีอาชีพเกี่ยวกับดนตรี เช่น เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง มีความไวต่อเสียง แยกแยะความแตกต่างของเสียงได้ ชอบการวิเคราะห์เพลงว่าดี-ไม่ดี
                10.แววศิลปิน เป็นเด็กสนใจศิลปะ ใช้เวลาว่างวาดภาพ ขีดเขียน มีสมาธินานกับศิลปะ มีความสุขกับงานศิลปะ อยากมีอาชีพทางศิลปะ มีประสาทสัมผัส มือ ตา ดี มีทักษะสามารถใช้กริยาท่าทางสื่ออารมณ์ได้ดี
                
 
                แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
                วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 หน้า 12

เข้าใจลูกก่อนพัฒนาสมอง

เข้าใจลูกก่อนพัฒนาสมอง

 
                                               
     ในสมัยก่อนเรา รู้จักพัฒนาการของเด็กเป็นเพียงการเติบโตทางร่างกายเท่านั้น และมองว่าพัฒนาการเป็นเพียงการเลี้ยงลูกให้มีรูปร่างใหญ่ขึ้น มีความสามารถเพิ่มขึ้น เช่น จากคลานเป็นลุกนั่งได้ จากลุกนั่งเป็นยันตัวและก้าวเดินได้ ทั้งที่จริงความหมายของพัฒนาการกินความกว้างถึงความสามารถด้านสติปัญญา จิตใจ อารมณ์  สังคม จริยธรรม ความสามารถในการรับรู้ และแสดงออกของเด็กในวัยต่างๆ ด้วย เช่น เด็กวัย 2 ขวบจะสามารถจับดินสอขีดเขียนวงกลมบิดเบี้ยวได้ หากได้เขียนรูปกากบาท ก็จะได้ภาพกากบาทที่หยิกๆ หยักๆ แต่พอ 3 ขวบจะวาดวงกลมได้กลมจนสวยงามทีเดียว และเมื่อ 4 ขวบก็จะสามารถวาดสี่เหลี่ยมได้ และ 5 ขวบจะวาดรูปสามเหลี่ยมตามแบบที่เห็นได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กนั้นได้มีพัฒนาการทางสมองหรือสติปัญญาด้วย มิใช่พัฒนาการทางร่างกายอย่างเดียว


  เด็กมีพรสวรรค์ (Gifted Child)
     เด็กที่มีพรสวรรค์นั้นอาจเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความสามารถรับ รู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และความสามารถในการรับรู้ของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ทำให้เด็กมีลักษณะพิเศษและมีความเฉลียวฉลาดไปจนถึงผู้ใหญ่ได้ มีเด็กหลายคนที่มีพรสวรรค์เกิดมาอายุ 2 ขวบก็สามารถอ่านหนังสือของเด็กอนุบาลอายุ 5-6 ปีได้แล้ว เมื่อเติบโตประมาณ 5 ขวบ ก็อ่านหนังสือของเด็กระดับประถมและมัธยม จนเป็นที่ยอมรับว่าเด็กคนนี้มีความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ เวลานี้เราก็ได้พบว่ามีเด็กไทยคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษอายุ 9 ขวบสามารถเรียนจบมัธยม อายุ 11 ปีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นเด็กที่เรียนเร็ว มีความเฉลียวฉลาด ไอคิวเกินมนุษย์ปกติธรรมดา โดยคนธรรมดาจะมีไอคิวประมาณ 90-100 แต่เด็กคนนี้กลับมีไอคิวถึง 140-150 และยังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

     เราได้คำตอบว่าในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นเมื่อมีเวลาว่างจะดูแลรักษาตัว เองอย่างดี และขณะเดียวกันตอนช่วงตั้งครรภ์ 4-5 เดือนสุดท้ายจะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง และเวลาที่อ่านก็พูดกับตัวเองดังๆ ไปด้วย ซึ่งน่าแปลกที่ลูกออกมาฉลาดสมความตั้งใจของคุณแม่ เพราะลูกอายุเพียงขวบกว่าๆ ก็สามารถพูดได้เลย เรื่องนี้ประเทศตะวันตกกำลังสนใจมากทีเดียว และกำลังทำการทดลองอยู่ว่ามีวิธีการหรือไม่ที่จะสอนเด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่ แต่เรายังไม่แนะนำเพราะมันอาจทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียก็ได้ถ้าทำมากเกินไป
 
อารมณ์ของคุณแม่ส่งผลถึงลูก
     จากการศึกษาวิจัยพบว่าหากแม่ที่ตั้งครรภ์มีปัญหาความเครียดด้านร่างกายหรือ จิตใจมากๆ เด็กที่คลอดออกมาก็จะมีปัญหาด้านพัฒนาการโดยเฉพาะด้านสมอง เพราะเวลาที่แม่มีอารมณ์แปรปรวนมักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายไปด้วย โดยจะหลั่งสารเคมีที่เกี่ยวกับฮอร์โมนความเครียดต่างๆ สามารถผ่านเข้าสู่รกและสายสะดือเข้าไปในเด็กได้ ทำให้สมองและระบบประสาทบางส่วนเกิดการพัฒนาการไม่ปกติ ถ้าแม่เครียดมากขณะตั้งครรภ์อาจทำให้ลูกมีอาการผิดปกติ เช่น อาการสมาธิสั้น ซุกซน ออทิซึม หรือมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์หุนหันพลันแล่น
 
พัฒนาอย่างรอบด้าน
              
     การพัฒนาสมองของเด็กต้องเน้นการพัฒนาให้สมดุลกัน 4 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาด้านสติปัญญา พัฒนาการด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านสังคม เมืองไทยของเราทุกวันนี้คนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในสังคมไม่ใช่คนที่ฉลาด ที่สุด ฉะนั้นการจะประสบความสำเร็จในชีวิตจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนเก่งหรือเรียน ดีอย่างเดียว หากอยู่ที่ความฉลาดคิดในด้านการควบคุมอารมณ์ จริยธรรม และมโนธรรมทางสังคมไปพร้อมกัน



ที่มา http://www.mothersdigest.in.th/article/118/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87

ลูกฉลาดเกินไปจะทำอย่างไรดี


            เด็กฉลาดมากเกินไป หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เด็กอัจฉริยะ" จะมีความพร้อม ในการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ มากกว่าเด็กปกติทั่วไปในวัยเดียวกัน พ่อแม่อาจสังเกตได้ จากความสามารถทางการเรียน จะพบว่าเด็กสามารถ จดจำและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว และมีความคิด สร้างสรรค์ดี ลักษณะของเด็กอัจฉริยะ ได้แก่
           1. มีความสามารถในการเรียนสูง และเรียนรู้เร็วแม้ในเรื่องยาก
           2. แก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล และมีความรอบครอบในการแก้ปัญหา
           3. จดจำได้เร็วและดี รวมทั้งสามารถสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี
           4. สามารถใช้คำต่าง ๆ ได้ถูกต้อง
           5. อ่านหนังสือได้เร็วและนานกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
           6. ทำงานที่ใช้สมองได้ดีเป็นพิเศษ
           7. ชอบซักถามปัญหาอยู่เสมอ จนคนอื่นรำคาญ
           8. มีความคิดเห็นแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน
           9. มีความตั้งใจทำงานต่าง ๆ อย่างดีเลิศ
          10.มีความคิดริเริ่มสูง
          11.มักจะมีเพื่อนที่อายุมากกว่า
       สาเหตุที่พบว่าเด็กฉลาดหรือเด็กอัจฉริยะ มีปัญหาในการเรียน อาจเนื่องมาจาก เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าตนเองมีปมด้อย และที่สำคัญ  คือ มีความ สามารถในการเรียนสูงและเร็ว ทำให้เด็กเบื่อการเรียนในสิ่งที่รู้แล้ว ดังนั้นถ้า พบว่าเด็กฉลาดเกินไป หรือเป็นเด็กอัจฉริยะควรให้การสนับสนุนส่งเสริม ให้ถูกวิธี เช่น จัดให้เรียนในชั้นเรียนพิเศษสำหรับเด็กประเภทนี้ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรม สำหรับเด็กเหล่านี้ควรเป็นกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ เพื่อให้รู้สึกสนุกสนาน จะได้ไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และยังเป็นการเพิ่มพูน ความรู้ให้เด็กได้ใช้สมองอย่างเต็มความสามารถ
ขอขอบคุณกองสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้การสนับสนุนข้อมูล

ที่มา http://kidsquare.com/content/content_detail.php?id=995&catid=362

เสริมความฉลาดตามความถนัด

เสริมความฉลาดตามความถนัด

โดย: เยลลี่

ค้นหาความสามารถของลูก และพัฒนาในสิ่งที่ลูกถนัด 

ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กและเด็กปัญญาเลิศ ให้ข้อสังเกตความถนัดของลูกแบ่งออกเป็น 10 ด้าน ดังนี้



ด้านสติปัญญา (การคิด)


    - มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ รอบตัว

    - ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ได้ดี

    - ใช้ภาษา เช่น ศัพท์หรือประโยคที่สูงเกินวัย

    - ชอบตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด

Try it ! ลองให้ลูกเล่นเกมทางภาษา เช่น cross word , เกมจับผิดภาพ
 

ด้านความคิดสร้างสรรค์

    - ไม่ยอมให้ความร่วมมือถ้าไม่เห็นด้วย

    - ไม่ร่วมกิจกรรมที่ไม่ชอบ
 
    - ชอบทำงานคนเดียวเป็นเวลานานๆ

    - ชอบสร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างใหม่เพื่อความแปลกใหม่

Try it ! สร้างบ้าน สร้างเมืองกับตัวต่อ Lego ดีกว่า


ด้านวิชาการ 

    - มีสมาธิดีเยี่ยม ทำงานได้นานในสาขาวิชาที่ตนชอบ

    - อ่านได้เร็วกว่าปกติ และอ่านหนังสือยากๆ ได้เร็ว
 
Try it !
อ่านนิทานให้ฟัง เลือกเรื่องราวที่อ้างอิงวิชาการ เช่น ประวัติคนสำคัญต่างๆ


ด้านคณิตศาสตร์ 

    - ชอบอ่านประวัติและผลงานของนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียง

    - สนใจศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข เช่น ปฏิทิน เวลา แผนภูมิ เป็นต้น

    - ชอบเล่นตัวต่อยาก ๆ หรือของเล่นที่เกี่ยวกับการสร้างรูปทรง

    - เข้าใจความหมายของจำนวนและตัวเลขอย่างรวดเร็ว

Try it ! หาของเล่นที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข ลองให้ลูกบวก-ลบตัวเลขบ่อยๆ


ด้านวิทยาศาสตร์

    - กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งต่างๆ ทำงานได้อย่างไร

    - ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์หรือการผลิตสิ่งต่างๆ หรือหนังสือเกี่ยวกับ ธรรมชาติ

    - ชอบอ่านหนังสือประเภทสืบสวนและแก้เกมปัญหาต่างๆ

    - ชอบตั้งคำถามที่ตอบได้ยาก เช่น โลกเกิดได้อย่างไร

Try it ! ตั้งคำถามถาม-ตอบกับลูกบ่อยๆ หนังสือของลูกควรเป็นเรื่องประวัติการประดิษฐ์ของโลก


ด้านภาษา

    - พูดได้เร็วกว่า
เด็กในวัยเดียวกัน

    - ชอบท่องและจดจำศัพท์ บทนิพนธ์ โคลง กลอนต่างๆ

    - สนใจอ่านทุกอย่างที่ผ่านพบ เช่น ป้ายชื่อ หรือป้ายข้อความต่างๆ

    - เขียนหนังสือได้ก่อน
เด็กวัยเดียวกัน

Try it ! ส่งเสริมด้านการอ่าน เช่น นิทาน และการขีดเขียน


ด้านผู้นำ

    - ชอบเป็นผู้นำกลุ่ม

    - เป็นคนมีอารมณ์ขัน

    - ชอบอาสาจัดการในทุกเรื่อง

Try it ! เปิดโอกาสให้ลูกทำงานเป็นทีม



tags :
อัจริยภาพ, เด็ก, ความถนัด, การศึกษา



 ด้านศิลปะ
    - ชอบขีดเขียน วาดภาพ แกะสลักหรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับ ศิลปะ

    - สนใจเรื่องสี ความงดงามของภาพวาดหรืองานทางศิลปะ

    - ชอบและสนใจร่วมกิจกรรมทางศิลปะ

Try it ! สีและกระดาษควรหามาไว้ในบ้าน หรือพาไปดูงานศิลปะ


ด้านดนตรี

    - ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางดนตรี

    - ชอบศึกษา ติดตามประวัติและผลงานของนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

    - ชอบร้องเพลง เล่นดนตรี หรือแต่งเพลง

Try it ! หาของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรี เปิดเพลงฟังบ่อยๆ
ด้านกีฬา
     - สนุกสนานกับการเคลื่อนไหว ออกกำลัง เช่น การวิ่ง การกระโดด การปีนป่าย

     - สนใจอ่านและติดตามข่าวกีฬาหรือนักกีฬาที่ตนเองชอบ

     - กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา

      - ชอบใช้เวลาว่างในการเล่นกีฬา

Try it ! พาลูกไปเล่นกีฬากลางแจ้ง สนับสนุนพาไปดูกีฬาหลายๆแบบ


ส่งเสริมความถนัดให้ถูกทาง Do      - สร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ลูกได้แสดงความสามารถ ความถนัดออกมา หรือเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงออก
     - สังเกต สื่อสารและทำความเข้าใจกับลูก เพราะถ้าไม่มีคนเข้าใจ เด็กที่พัฒนาในด้านใดด้านหนึ่งเร็วอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะพูดกับเพื่อนวัยเดียวกันไม่รู้เรื่อง
     - ฟังเหตุผลจากลูกมากๆ เช่น อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าลูกไม่ดีที่ไม่ยอมเรียนหนังสือแต่ไปหัดเล่นดนตรี แต่ควรจัดตารางเวลาให้ลูกเรียนดนตรีมากขึ้นตามความถนัด

Don't      - ทำลายความถนัดของลูกโดยไม่รู้ตัว ใช้คำพูดเช่น "เก่งนักหรือไง ซ่านักหรือ อาจทำให้ลูกไม่กล้าแสดงความเก่ง     ออกมา"
     - ปล่อยให้การส่งเสริมความถนัดของลูกเป็นเรื่องของโรงเรียน แต่ควรเริ่มต้นที่บ้านด้วย

ส่งเสริมลูกตามความถนัดแบบ Gifted Child 

หลัง จากที่คุณแม่พบแล้วว่าลูกมีความถนัดด้านไหน คุณแม่อาจจะสังเกตลูกอย่างลึกซึ้งลงไปอีกว่า ลูกมีความถนัดมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ ลูกคุณแม่อาจเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็ได้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณแม่คิดว่าลูกคุณแม่อยู่ในข่ายเด็ก Gifted child หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

- ศูนย์อัจฉริยภาพ สภากาชาดไทย โทร.0-2252-7811
- ศูนย์แห่งชาติเพื่อพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ โทร.0-2243-7818, 0-266-87123 ต่อ 2525, 2533
- ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ (มศว.) โทร.0-2260-2601, 0-2664-1000 ต่อ 5632
- www.thaigifted.org  

จาก: นิตยสาร Modern Mom


ลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

ลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

           ลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ มีดังนี้

           1. ด้านสติปัญญา (การคิด)
           2. ด้านความคิดสร้างสรรค์
           3. ด้านคณิตศาสตร์
           4. ด้านวิทยาศาสตร์
           5. ด้านภาษา
           6. ด้านผู้นำ
           7. ด้านศิลปะ
           8. ด้านดนตรี
           9. ด้านกีฬา
           10. ด้านสติปัญญา (การคิด) มีลักษณะดังนี้

     1. มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
     2. ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ได้ดี (มักมองเห็นอะไรได้มากกว่าคนอื่น)
     3. รับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
     4. ไม่ต้องการให้ใครมาขัดจังหวะในขณะจดจ่อกับกิจกรรมบางอย่าง
     5. มีสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้นาน โดยเฉพาะเวลาสนใจอะไรจะลืมเวลา
     6. จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว (จำเร็ว)
     7. ระลึกข้อมูลได้รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ (จำแม่น)
     8. เบื่อหน่ายง่ายกับกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวันของโรงเรียน
     9. ชอบคบคนที่มีอายุมากกว่า
     10. ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง (ไม่อยากให้ผู้อื่นช่วยเหลือหรือถ้าช่วย ก็เพียงเล็กน้อย)
     11. ชอบทำงานคนเดียวหรืองานเดี่ยวมากกว่างานกลุ่ม
     12. ชอบทำกิจกรรมที่ยาก ท้าทายความสามารถ
     13. สนใจอ่านหนังสือที่ยากเกินวัย (เช่น หนังสือของผู้ใหญ่ หนังสือ เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลสำคัญ และสารานุกรม เป็นต้น)
     14. รู้หรือสนใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่เองก็ต้องประหลาดใจ (เพราะคาดไม่ถึงว่า วัยแค่นี้จะรู้หรือสนใจ)
     15. ทำงานที่ชอบได้ดีเกินคำสั่งหรือความคาดหมาย
     16. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
     17. ใช้ภาษา (เช่น ศัพท์หรือโครงสร้างประโยค) ที่สูงเกินวัย
     18. เมื่อเข้าไปร่วมกิจกรรมใด ๆ ก็มีแนวโน้มจะทำได้ดี
     19. ชอบตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด
     20. สนใจเป็นพิเศษกับกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด
     21. ชอบจัดระบบระเบียบหรือโครงสร้างให้กับเหตุการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ
     22. สามารถคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น สัญลักษณ์ ตัวเลข รวมทั้งคำนามธรรม (เช่น ประชาธิปไตย วินัย ความซื่อสัตย์ เป็นต้น) ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเด็กวัยเดียวกัน
     23. อยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

อ้างอิงจาก http://www.thaigifted.org/

10 วิธีสร้างแรงบันดาลให้เด็กมีพรสวรรค์

Top 10 Ways to Motivate Gifted Children
10 วิธีสร้างแรงบันดาลให้เด็กมีพรสวรรค์
Help! “How can I help motivate my child?” That was the theme at PTA’s first Meet & Greet (unofficial) PTA gathering.  Specialists guests speakers Mr. Doug and Ms. Linda shared there expertise on the subject with the attending Parents. All together it was very interesting and helpful, thank you Mr. Doug & Ms. Linda

Parents of gifted children are often surprised and dismayed when their children underachieve in school. Learning disabilities in gifted children can sometimes lead to underachievement, but it is often simply a lack of motivation. Motivating some gifted children can be difficult; neither rewards nor punishments seem to work, especially for intrinsically motivated children. What can parents do to motivate their gifted children? Here are eight ideas to try.
ผู้ ปกครองของเด็กที่มีพรสวรรค์มักจะประหลาดใจและผิดหวังเวลาลูกเรียนไม่ดีเท่า ที่ควรในโรงเรียน ปัญหาการเรียนของเด็กที่มีพรสววรค์บางทีอาจนำไปสู่การเรียนที่ต่ำกว่าคาดแต่ เป็นเพราะว่าขาดแรงบันดาลใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่มีพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ที่ยากเพราะการใช้ รางวัล หรือการลงโทษไม่ผลกับพวกเขาโดยเฉพาะเด็กที่มีแรงบันดาลใจจากภายใน อะไรบ้างหละที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถสร้างแรงกระตุ้นพรสวรรค์แก่เด็ก
1. Nurture Your Child's Interests
To nurture your child's interests, provide opportunities for him or her to learn and explore that interest. For example, if your youngster loves dinosaurs, get fact and fiction books about dinosaurs and visit natural history museums. If your child loves music, get toy (or real) instruments and consider music lessons. If your child loves science, get science books and science kits and visit science museums. Kids who can explore their interests are more likely to keep their love of learning alive.

1. การเลี้ยงดู การใส่ใจความสนใจของลูก
ถ้า จะสนับสนุนการสนใจของลูกเรา ต้องจัดหาโอกาสให้เขา หรือเธอ ได้เรียนรู้ และค้นหา เกี่ยวกับสิ่งที่เขาสนใจ ยกตัวอย่าง  ถ้าลูกคุณชอบไดโนเสาร์ ต้องไปค้นหาข้อมูล และหนังสือ เกี่ยวกับไดโนเสาร์ และได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์   ถ้าลูกคุณชอบดนตรี ก็ค้นหาอุปรณ์ดนตรีของเล่น หรือของจริง และอาจะให้เรียนดนตรี  แต่ถ้าลูกคุณชอบวิทยาศาสตร์ จะหาหนังสือวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และพาไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  เด็กๆที่สามารถค้นหาสิ่งต่างๆที่เค้าสนใจ  มักจะคงความรักที่จะเรียนรู้ตลอดไป


2. Expose Your Child to New Ideas and Areas
Sometimes a child lacks motivation because he or she hasn't yet been exposed to what might be a life passion. A child whose true passion is music but who has never had a chance to explore it will not be able to unlock that passion. Look for community programs, not just school programs. Don't overlook traditionally female activities, like dance and gymnastics, for boys. Keep an open mind; it's your child's interests that are important.

2. แนะนำลูกคุณต่อความคิดใหม่ๆ
บาง ครั้งเด็กอาจขาดแรงบันดาลใจ เพราะว่าเขาหรือ เธอ ยังไม่ได้สัมผัสว่าความชอบอะไรอย่างจริงจังในชีวิต เด็กที่อาจจะชื่นชอบดนตรีแต่ไม่เคยมีโอกาสที่จะสัมผัสมันก็จะไม่เคยได้ รู้สึกถึงอารมณ์นั้น ให้พ่อแม่ค้นหา กิจกรรมชุมชน ไม่ใช่แค่กิจกรรมในโรงเรียน อย่ามองข้ามกิจกรรมตามเพศ อย่างเช่นเด็กผู้ชายก็สามารถชอบเรียนเต้นและยิมนาสติกได้ด้วย จงมีความคิดที่ เปิดใจสู่ทุกอย่าง เพราะความสนใจของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


3. Use Short-Term Goals and Rewards
Sometimes a child gets overwhelmed by a large task. It's not that the task is difficult, but the child may not be able to see the light a the end of the tunnel. Rather than begin the task, a child will give up before he or she even begins. Help your child see the task as a series of smaller tasks. Make each small task a goal and try setting a reward for that goal. Sometimes rewards won't be necessary once a child is able to see the task as a manageable one.



3. การใช้จุดมุ่งหมายระยะสั้น และของรางวัล
บาง ครั้งเด็กจะรู้สึกท้อที่ได้รับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ต้องทำอาจจะไม่ยากนัก แต่เด็กจะไม่สามารถมองเห็นจุดจบ แทนทีจะเริ่มทำภารกิจ เด็กก็จะเลิกก่อนที่เริ่มทำ เราสามารถช่วยเด็ก มองเห็นภารกิจเป็นกิจกรรมย่อยๆในกลุ่ม ทำให้กิจกรรมย่อยนั้นมีจุดเป้าหมายและตั้งรางวัล ถ้าสำเร็จตามเป้า บางทีรางวัลอาจจะไม่จำเป็น เพราะเด็กสามารถมองเห็นแล้วว่ากิจกรรมนี้ทำได้


4. Help Your Child Learn to Manage Time
When they start school, gifted children usually have few problems keeping up with work. They learn quickly and easily. While that may sound like a real advantage, it can lead to problems. These children may never learn to manage their time in order to get work done. At some point, whether in high school or college, they may feel overwhelmed by the work they need to complete and don't know how to set time aside to complete tasks. Teach your child how to create and use a time-management schedule.

4. ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้วิธีการบริหารเวลา
เมื่อ พวกเขาได้เข้าโรงเรียน เด็กที่มีพรสวรรค์โดยปกติจะมีปัญหาน้อยในการทำงาน พวกเขา จะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจง่าย อาจจะฟังว่าเป็นข้อดีแต่ที่จริงอาจนำสู่ปัญหา เด็กเหล่านี้อาจไม่เคยเรียนรู้วิธีบริหารเวลาเพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ พอถึงจุดหนึ่ง อาจจะอยู่ในช่วงมัธยมหรือมหาวิทยาลัยที่พวกเค้าจะรู้สึกท้อจากงานที่ต้องทำ และไม่รู้ว่าจะจัดสรรเวลาอย่างไร อบรมลูกของคุณให้รู้จักคิดและใช้ตารางการจัดการเวลาให้เป็น


5. Praise Your Child's Efforts
Gifted kids sometimes have trouble connecting personal effort to achievement. Much of what they do and learn comes easily to them, so they can achieve with little effort. To help a child succeed, praise efforts at success and make that praise specific. For example, instead of saying "Nice work," it's better to say something like, "You worked hard on your science project; you really earned that A." However, avoid the reverse: don't say things like, "If you worked harder, you would do better."

5. กล่าวชมเชยความพยายามของลูก
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ บางทีจะมีปัญหาเชื่อโยงระหว่างการพยายาม กับผลสำเร็จ หลายสิ่ง หลายอย่างที่ทำหรือเรียนรู้มันง่ายสำหรับเขาโดยที่ไม่ต้องพยายามมาก คุณสามารช่วยลูกโดยให้การชมเชยเวลาประสบความสำเร้จ และให้คำชมเชยนั้นเจาะจงถึงกิจกรรมนั้น ยกตัวอย่าง แทนที่จะพูดว่า ดีมาก ควรพูดว่า ลูกได้ตั้งใจทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ลูกสมควรที่จะได้เอ  แต่ไม่ควรทำสิ่งตรงข้าม ห้ามพูดว่า ถ้าลูกตั้งใจมากกว่านี้ลูกจะทำได้ดีกว่านี้


6. Help Your Child Take Control
Gifted underachievers sometimes see achievement as something beyond their control. If they succeed, it is due to luck or some other external factor. This attitude makes them feel like effort is pointless. Praising their efforts can help, but these children also need to understand the role personal responsibility plays in success. The way you talk about your own life sends a message. Complaining about your boss or blaming your boss for your lack of success at work sends the wrong message.

6. ส่งเสริมให้ลูกคุณมีการควบคุมบังคับสถานการณ์
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ แต่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จมักมองว่า การประสบความสำเร็จเป็นสิ่งนอกเหนือความสามารถของเขา ถ้าเค้าประสบความสำเร็จ เป็นเพราะโชคหรือองค์ประกอบอื่นๆนอกกายเค้า ทัศนคติอย่างนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าความพยายามไม่สำคัญ การชมเชยความพยายามอาจช่วยได้แต่เด็กพวกนี้ต้องการเข้าใจว่า ความรับผิดชอบส่วนตัวต้องมีบทบาท ในการประสบความสำเร็จ วิธีที่คุณพูดเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง สื่อความหมาย การที่คนเราบ่นเจ้านาย หรือโทษเจ้านายเกี่ยวกับความล้มเหลวที่ทำงาน สื่อข้อความที่ไม่ถูกต้อง



7. Keep a Positive Attitude About School
Children need to see that their parents value education. Even if a child's problems in school are the school's or teacher's fault, you need to be careful of what you say. Negative attitudes toward school in general will transfer to your child. If school is a problem, you can point out that even though problems can occur, education s still valuable and effort will eventually lead to success. Blaming the school will allow the child to avoid personal responsibility.

7. มองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับโรงเรียน
เด็กๆ ต้องการเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาถึงแม้ปัญหาลูกที่โรงเรียนเป็น ความผิดของครูหรือโรงเรียนคุณต้องระวังว่าคุณพูดอะไร การมองโลกในแง่ลบต่อโรงเรียนจะสื่อทอดไปถึงลูกคุณ หากโรงเรียนคือปัญหา คุณสามารถชี้แนะได้ว่า ถึงแม้ปัญหาจะเกิดขึ้นการศึกษายังคงเป็นสิ่งสำคัญและความพยายาม จะนำไปสู่ความสำเร็จ การที่โทษโรงเรียน จะเปิดช่องทางให้เด็กหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบส่วนตัว


8. Help Your Child Make Connections Between Schoolwork and Their Interests
Sometimes children lack motivation because they don't see a connection between the work they are being asked to do and their goals and interests. A child who wants to be an astronaut should know that math and science is important in those jobs. A little research may be necessary to find requirements of various jobs. However, unmotivated gifted children generally don't focus on anything but the present. Two weeks in the future is even hard for some of them to imagine.

8. แต่ช่วยให้ลูกคุณเชื่อมโยงระหว่างการบ้านและความสนใจ
บาง ทีเด็กอาจจะขาดแรงบันดาลใจเพราะไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง งานที่ถูกบอกให้ทำ และ จุดเป้าหมายกับ ความสนใจของพวกเค้า เด็กที่อยากจะเป็นนักอวกาศควรรู้ว่าเลข และวิทยาศาสตร์เป็นวิชาสำคัญต่อหน้าที่การงาน คุณอาจจะค้นคว้าดูว่างานต่างๆต้องการความเรียนรู้จากวิชาอะไรบ้าง แต่ว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ขาดแรงบันดาลใจส่วนมากจะไม่สนใจอะไรนอกจากสิ่งที่ เกิดขึ้นในปัจจุบัน 2 อาทิตย์ในอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเค้าที่จะมองเห็น


9. Turn Homework Into Creative Games
Gifted children love a challenge, so by turning otherwise dull homework into a challenging game, you can get your child to do it. Some children like to race, so you can ask them to see how quickly they can get it done -- without mistakes. Checking their work lets them see you care about it. Another creative approach to homework is to link it to an interest. For example, a dull math worksheet can be the decoding assignment of an astronaut's space mission to Mars. Unless the work is done correctly, the mission will fail. Even the smallest mistake can create a problem that can cause the mission to fail.

9. เปลี่ยนแปลงการบ้านให้เป็นเกมสนุกๆ
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ชอบการท้าทาย เพราะฉะนั้น เปลี่ยนแปลงการบ้านน่าเบื่อให้เป็นเกมท้าทายแล้วลูกคุณก็จะทำ เด็กบางคนชอบวิ่งแข่งงั้นคุณก็ท้าเข้าว่า สามารถทำการบ้านให้เสร็จเร็วแค่ไหน โดยให้ผิดพลาดน้อยที่สุด การที่คุณตรวจงานเค้า แสดงว่าคุณแคร์ อีกวิธีหนึง คือ ให้เชื่อมโยงการบ้านกับสิ่งที่เค้าสนใจ
ยก ตัวอย่าง การบ้านเลขน่าเบื่อ อาจกลายเป็นภารกิจถอดรหัสของนักอวกาศที่จะกำลังผจญภัยในดาวพุธ หากงานนี้ทำไม่ถูกต้องหมดภารกิจก็จะล่มเหลว การผิดพรากเพียงเล็กน้องก็จะสามารถสร้างปัญหา ที่ทำให้ภารภิจล้มเหลวได้

10. Keep in Mind that Motivation is Not Always About School Achievement
We often equate motivation with school achievement. However, it's important to note that some children are highly motivated to achieve goals, but those goals are unrelated to school. A gifted teen, for example, may be more interested in creating a volunteer community program for the elderly or for the underprivileged.
Achievement is Not Motivation
It's important to remember that while you may get your child to get homework done, he or she may never be truly motivated to do it.

10. แรงบันดาลใจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับผลสำเร็จในการเรียนเสมอไป
 บ่อย ครั้งเราจะถือว่าแรงบันดาลใจคือผลสำเร็จในการเรียน แต่ว่าสำคัญมากที่จะดูว่า เด็กบางคนที่มีแรงบันดาลใจอย่างสูง ที่จะทำให้สำเร็จตามเป้า อาจจะไม่ได้คิดว่าเป้าหมายนั้นเกี่ยวกับการเรียน ยกตัวอย่างเด็กวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์อาจจะสนใจ ไปช่วยชุมชนทำความดีสำหรับผู้สูงอายุหรือพวกด้อยโอกาส

ผลสำเร็จไม่ใช่แรงบันดาลใจ
สำคัญมากที่ต้องจดจำว่าถึงแม้ลูกคุณจะทำการบ้านเสร็จ เขา หรือเธอ อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจจริงที่จะทำมัน


 PDF Download

Download PDF Thai

Download PDF English