แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกฉลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกฉลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ลูกฉลาดเกินไปจะทำอย่างไรดี


            เด็กฉลาดมากเกินไป หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เด็กอัจฉริยะ" จะมีความพร้อม ในการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ มากกว่าเด็กปกติทั่วไปในวัยเดียวกัน พ่อแม่อาจสังเกตได้ จากความสามารถทางการเรียน จะพบว่าเด็กสามารถ จดจำและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว และมีความคิด สร้างสรรค์ดี ลักษณะของเด็กอัจฉริยะ ได้แก่
           1. มีความสามารถในการเรียนสูง และเรียนรู้เร็วแม้ในเรื่องยาก
           2. แก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล และมีความรอบครอบในการแก้ปัญหา
           3. จดจำได้เร็วและดี รวมทั้งสามารถสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี
           4. สามารถใช้คำต่าง ๆ ได้ถูกต้อง
           5. อ่านหนังสือได้เร็วและนานกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
           6. ทำงานที่ใช้สมองได้ดีเป็นพิเศษ
           7. ชอบซักถามปัญหาอยู่เสมอ จนคนอื่นรำคาญ
           8. มีความคิดเห็นแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน
           9. มีความตั้งใจทำงานต่าง ๆ อย่างดีเลิศ
          10.มีความคิดริเริ่มสูง
          11.มักจะมีเพื่อนที่อายุมากกว่า
       สาเหตุที่พบว่าเด็กฉลาดหรือเด็กอัจฉริยะ มีปัญหาในการเรียน อาจเนื่องมาจาก เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าตนเองมีปมด้อย และที่สำคัญ  คือ มีความ สามารถในการเรียนสูงและเร็ว ทำให้เด็กเบื่อการเรียนในสิ่งที่รู้แล้ว ดังนั้นถ้า พบว่าเด็กฉลาดเกินไป หรือเป็นเด็กอัจฉริยะควรให้การสนับสนุนส่งเสริม ให้ถูกวิธี เช่น จัดให้เรียนในชั้นเรียนพิเศษสำหรับเด็กประเภทนี้ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรม สำหรับเด็กเหล่านี้ควรเป็นกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ เพื่อให้รู้สึกสนุกสนาน จะได้ไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และยังเป็นการเพิ่มพูน ความรู้ให้เด็กได้ใช้สมองอย่างเต็มความสามารถ
ขอขอบคุณกองสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้การสนับสนุนข้อมูล

ที่มา http://kidsquare.com/content/content_detail.php?id=995&catid=362

เด็กอัจฉริยะ

เด็กอัจฉริยะ
อัจฉริยะ (Genius) จริงๆแล้วหมายถึงความสามารถทางปัญญาสูง มีสมรรถนะในการคิด ประดิษฐ์ สรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆให้แก่โลกมนุษย์ ถ้าพูดถึงอัจฉริยะนึกถึงใครกันบ้างคะ ในหลวงของเราก็ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระผู้มีอัจฉริยะภาพ ดังที่พวกเราทุกคนได้ประจักษ์ดี แต่ถ้าให้เป็นสากลหน่อยก็ต้อง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ล่ะ อัจฉริยะภาพนั้นจะวัดได้ก็เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และสร้างสรรค์ผลงานออกมาจนเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่สำหรับคุณหนูๆทั้งหลาย จะเรียกว่าเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านค่ะ สังเกตได้จากพฤติกรรมเหล่านี้
1. แสดงความสามารถในการใช้ศัพท์ได้สูงกว่าวัย เช่น ลูกอายุ 2 ขวบ สามารถพูดว่า "แม่หมากำลังมาหาลูกหมาแล้ว" แทนที่จะพูดว่า "หมา หมา" เป็นต้น
2.
ช่างสังเกต และตื่นตัวอยู่เสมอ เด็กที่เก่งมักจะสังเกตในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และจำได้ดี
3.
สามารถอธิบายเรื่องราวที่ได้ทำมาในวันนั้นได้อย่างดี
4.
มีสมาธิ ตั้งใจทำอย่างใจจดใจจ่อ ในเรื่องที่ตนสนใจ
5.
มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแสดงออกมาได้ เป็นต้น
หากท่านค้นพบว่าลูกท่านมีความสามารถพิเศษอย่างเพิ่งตื่นเต้นดีใจ
การปฏิบัติตัวของผู้ปกครอง
คุณพ่อคุณแม่คะ อย่าเพียงหลงว่าลูกเป็นเด็กพิเศษเพราะยีนของเรา เพราะจริงๆแล้วคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ของความเป็นผู้ให้ อย่างไม่มีวันหยุดสิ้นแหละนะคะ ที่พูดมานี่ก็เพื่อจะบอกว่าสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นนั้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเจริญเติบโตของเด็กค่ะ มาดูกันนะคะว่า เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อพบว่าลูกของเรามีความสามารถพิเศษ
1.      จัดบรรยากาศ และเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้าอย่างเหมาะสมกับวัย เด็กทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วค่ะ
2.      ให้เด็กได้เล่นกับผู้อื่น หรือพบเพื่อนใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการทางสังคม และอารมณ์ในการรู้จัก แพ้ชนะ ให้อภัย และช่วยเหลือผู้อื่น เด็กจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
3.      ให้โอกาสเด็กได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่โดยพาไปพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน สวนสัตว์ เที่ยวตามธรรมชาติ อย่าพาไปแต่ห้างสรรพสินค้า หรือเล่นเครื่องเล่นเพียงเท่านั้นนะคะ พูดถึงตรงนี้ก็มีเรื่องเศร้าจะเล่าสู่กันฟัง ปูเคยถามน้อง 2 ขวบกว่าๆว่ารู้จักน้ำตกไหมคะ เขาตอบว่ารู้จักครับ เลยถามต่อว่าอ๋อ..หนูเคยไปเที่ยวน้ำตกไหนมาคะ น้องเขาบอกว่าที่หน้าโรงแรมเจ้าพระยาไงครับ ปูก็เลยอึ้ง อึ้ง ไปเลยหัวเราะไม่ออกนะคะ
4.      ต่อมาก็ต้องทำตัวเป็นเด็ก เวลาอยู่กับเด็กๆ สนุกไปกับเขาตามประสาเด็กๆ ถ้าผู้ใหญ่สามารถทำงานได้สนุกอย่างที่เวลาเด็กๆตั้งใจเล่น ซึ่งก็คืองานของเขาเหมือนกัน ดูสิคะว่าใครอยากจะหยุดงานบ้าง ขณะเล่นก็แทรกความรู้ให้เด็กๆ โดยการถามตอบปัญหากันอยู่เสมอ อย่ากังวลว่าจะตอบไม่ได้นะคะ บอกไปเลยว่านั่นสินะ พ่อไม่รู้เหมือนกันเดี๋ยวไปหาคำตอบแล้วจะกลับมาบอกละกันนะครับ แค่นี้ก็ผ่านฉลุย วันหน้าวันหลังเราก็ไปหามาตอบตามสัญญา ได้ความรู้กันทั่วหน้าเลย
5.      เล่นสนุกก็อย่าลืมสังเกตเด็กด้วยนะคะ เราต้องประเมินความสนใจของเด็ก เพื่อจะได้ส่งเสริมในสิ่งที่เขาถนัด แล้วอย่าลืมแนะกิจกรรมอื่นๆให้เขาได้รู้จักด้วย ไม่ใช่ว่าลูกชอบวาดภาพก็ให้ทำแต่ศิลปะ จนไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นกีฬา หรือดนตรีบ้าง

10 วิธีสร้างแรงบันดาลให้เด็กมีพรสวรรค์

Top 10 Ways to Motivate Gifted Children
10 วิธีสร้างแรงบันดาลให้เด็กมีพรสวรรค์
Help! “How can I help motivate my child?” That was the theme at PTA’s first Meet & Greet (unofficial) PTA gathering.  Specialists guests speakers Mr. Doug and Ms. Linda shared there expertise on the subject with the attending Parents. All together it was very interesting and helpful, thank you Mr. Doug & Ms. Linda

Parents of gifted children are often surprised and dismayed when their children underachieve in school. Learning disabilities in gifted children can sometimes lead to underachievement, but it is often simply a lack of motivation. Motivating some gifted children can be difficult; neither rewards nor punishments seem to work, especially for intrinsically motivated children. What can parents do to motivate their gifted children? Here are eight ideas to try.
ผู้ ปกครองของเด็กที่มีพรสวรรค์มักจะประหลาดใจและผิดหวังเวลาลูกเรียนไม่ดีเท่า ที่ควรในโรงเรียน ปัญหาการเรียนของเด็กที่มีพรสววรค์บางทีอาจนำไปสู่การเรียนที่ต่ำกว่าคาดแต่ เป็นเพราะว่าขาดแรงบันดาลใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่มีพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ที่ยากเพราะการใช้ รางวัล หรือการลงโทษไม่ผลกับพวกเขาโดยเฉพาะเด็กที่มีแรงบันดาลใจจากภายใน อะไรบ้างหละที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถสร้างแรงกระตุ้นพรสวรรค์แก่เด็ก
1. Nurture Your Child's Interests
To nurture your child's interests, provide opportunities for him or her to learn and explore that interest. For example, if your youngster loves dinosaurs, get fact and fiction books about dinosaurs and visit natural history museums. If your child loves music, get toy (or real) instruments and consider music lessons. If your child loves science, get science books and science kits and visit science museums. Kids who can explore their interests are more likely to keep their love of learning alive.

1. การเลี้ยงดู การใส่ใจความสนใจของลูก
ถ้า จะสนับสนุนการสนใจของลูกเรา ต้องจัดหาโอกาสให้เขา หรือเธอ ได้เรียนรู้ และค้นหา เกี่ยวกับสิ่งที่เขาสนใจ ยกตัวอย่าง  ถ้าลูกคุณชอบไดโนเสาร์ ต้องไปค้นหาข้อมูล และหนังสือ เกี่ยวกับไดโนเสาร์ และได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์   ถ้าลูกคุณชอบดนตรี ก็ค้นหาอุปรณ์ดนตรีของเล่น หรือของจริง และอาจะให้เรียนดนตรี  แต่ถ้าลูกคุณชอบวิทยาศาสตร์ จะหาหนังสือวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และพาไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  เด็กๆที่สามารถค้นหาสิ่งต่างๆที่เค้าสนใจ  มักจะคงความรักที่จะเรียนรู้ตลอดไป


2. Expose Your Child to New Ideas and Areas
Sometimes a child lacks motivation because he or she hasn't yet been exposed to what might be a life passion. A child whose true passion is music but who has never had a chance to explore it will not be able to unlock that passion. Look for community programs, not just school programs. Don't overlook traditionally female activities, like dance and gymnastics, for boys. Keep an open mind; it's your child's interests that are important.

2. แนะนำลูกคุณต่อความคิดใหม่ๆ
บาง ครั้งเด็กอาจขาดแรงบันดาลใจ เพราะว่าเขาหรือ เธอ ยังไม่ได้สัมผัสว่าความชอบอะไรอย่างจริงจังในชีวิต เด็กที่อาจจะชื่นชอบดนตรีแต่ไม่เคยมีโอกาสที่จะสัมผัสมันก็จะไม่เคยได้ รู้สึกถึงอารมณ์นั้น ให้พ่อแม่ค้นหา กิจกรรมชุมชน ไม่ใช่แค่กิจกรรมในโรงเรียน อย่ามองข้ามกิจกรรมตามเพศ อย่างเช่นเด็กผู้ชายก็สามารถชอบเรียนเต้นและยิมนาสติกได้ด้วย จงมีความคิดที่ เปิดใจสู่ทุกอย่าง เพราะความสนใจของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


3. Use Short-Term Goals and Rewards
Sometimes a child gets overwhelmed by a large task. It's not that the task is difficult, but the child may not be able to see the light a the end of the tunnel. Rather than begin the task, a child will give up before he or she even begins. Help your child see the task as a series of smaller tasks. Make each small task a goal and try setting a reward for that goal. Sometimes rewards won't be necessary once a child is able to see the task as a manageable one.



3. การใช้จุดมุ่งหมายระยะสั้น และของรางวัล
บาง ครั้งเด็กจะรู้สึกท้อที่ได้รับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ต้องทำอาจจะไม่ยากนัก แต่เด็กจะไม่สามารถมองเห็นจุดจบ แทนทีจะเริ่มทำภารกิจ เด็กก็จะเลิกก่อนที่เริ่มทำ เราสามารถช่วยเด็ก มองเห็นภารกิจเป็นกิจกรรมย่อยๆในกลุ่ม ทำให้กิจกรรมย่อยนั้นมีจุดเป้าหมายและตั้งรางวัล ถ้าสำเร็จตามเป้า บางทีรางวัลอาจจะไม่จำเป็น เพราะเด็กสามารถมองเห็นแล้วว่ากิจกรรมนี้ทำได้


4. Help Your Child Learn to Manage Time
When they start school, gifted children usually have few problems keeping up with work. They learn quickly and easily. While that may sound like a real advantage, it can lead to problems. These children may never learn to manage their time in order to get work done. At some point, whether in high school or college, they may feel overwhelmed by the work they need to complete and don't know how to set time aside to complete tasks. Teach your child how to create and use a time-management schedule.

4. ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้วิธีการบริหารเวลา
เมื่อ พวกเขาได้เข้าโรงเรียน เด็กที่มีพรสวรรค์โดยปกติจะมีปัญหาน้อยในการทำงาน พวกเขา จะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจง่าย อาจจะฟังว่าเป็นข้อดีแต่ที่จริงอาจนำสู่ปัญหา เด็กเหล่านี้อาจไม่เคยเรียนรู้วิธีบริหารเวลาเพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ พอถึงจุดหนึ่ง อาจจะอยู่ในช่วงมัธยมหรือมหาวิทยาลัยที่พวกเค้าจะรู้สึกท้อจากงานที่ต้องทำ และไม่รู้ว่าจะจัดสรรเวลาอย่างไร อบรมลูกของคุณให้รู้จักคิดและใช้ตารางการจัดการเวลาให้เป็น


5. Praise Your Child's Efforts
Gifted kids sometimes have trouble connecting personal effort to achievement. Much of what they do and learn comes easily to them, so they can achieve with little effort. To help a child succeed, praise efforts at success and make that praise specific. For example, instead of saying "Nice work," it's better to say something like, "You worked hard on your science project; you really earned that A." However, avoid the reverse: don't say things like, "If you worked harder, you would do better."

5. กล่าวชมเชยความพยายามของลูก
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ บางทีจะมีปัญหาเชื่อโยงระหว่างการพยายาม กับผลสำเร็จ หลายสิ่ง หลายอย่างที่ทำหรือเรียนรู้มันง่ายสำหรับเขาโดยที่ไม่ต้องพยายามมาก คุณสามารช่วยลูกโดยให้การชมเชยเวลาประสบความสำเร้จ และให้คำชมเชยนั้นเจาะจงถึงกิจกรรมนั้น ยกตัวอย่าง แทนที่จะพูดว่า ดีมาก ควรพูดว่า ลูกได้ตั้งใจทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ลูกสมควรที่จะได้เอ  แต่ไม่ควรทำสิ่งตรงข้าม ห้ามพูดว่า ถ้าลูกตั้งใจมากกว่านี้ลูกจะทำได้ดีกว่านี้


6. Help Your Child Take Control
Gifted underachievers sometimes see achievement as something beyond their control. If they succeed, it is due to luck or some other external factor. This attitude makes them feel like effort is pointless. Praising their efforts can help, but these children also need to understand the role personal responsibility plays in success. The way you talk about your own life sends a message. Complaining about your boss or blaming your boss for your lack of success at work sends the wrong message.

6. ส่งเสริมให้ลูกคุณมีการควบคุมบังคับสถานการณ์
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ แต่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จมักมองว่า การประสบความสำเร็จเป็นสิ่งนอกเหนือความสามารถของเขา ถ้าเค้าประสบความสำเร็จ เป็นเพราะโชคหรือองค์ประกอบอื่นๆนอกกายเค้า ทัศนคติอย่างนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าความพยายามไม่สำคัญ การชมเชยความพยายามอาจช่วยได้แต่เด็กพวกนี้ต้องการเข้าใจว่า ความรับผิดชอบส่วนตัวต้องมีบทบาท ในการประสบความสำเร็จ วิธีที่คุณพูดเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง สื่อความหมาย การที่คนเราบ่นเจ้านาย หรือโทษเจ้านายเกี่ยวกับความล้มเหลวที่ทำงาน สื่อข้อความที่ไม่ถูกต้อง



7. Keep a Positive Attitude About School
Children need to see that their parents value education. Even if a child's problems in school are the school's or teacher's fault, you need to be careful of what you say. Negative attitudes toward school in general will transfer to your child. If school is a problem, you can point out that even though problems can occur, education s still valuable and effort will eventually lead to success. Blaming the school will allow the child to avoid personal responsibility.

7. มองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับโรงเรียน
เด็กๆ ต้องการเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาถึงแม้ปัญหาลูกที่โรงเรียนเป็น ความผิดของครูหรือโรงเรียนคุณต้องระวังว่าคุณพูดอะไร การมองโลกในแง่ลบต่อโรงเรียนจะสื่อทอดไปถึงลูกคุณ หากโรงเรียนคือปัญหา คุณสามารถชี้แนะได้ว่า ถึงแม้ปัญหาจะเกิดขึ้นการศึกษายังคงเป็นสิ่งสำคัญและความพยายาม จะนำไปสู่ความสำเร็จ การที่โทษโรงเรียน จะเปิดช่องทางให้เด็กหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบส่วนตัว


8. Help Your Child Make Connections Between Schoolwork and Their Interests
Sometimes children lack motivation because they don't see a connection between the work they are being asked to do and their goals and interests. A child who wants to be an astronaut should know that math and science is important in those jobs. A little research may be necessary to find requirements of various jobs. However, unmotivated gifted children generally don't focus on anything but the present. Two weeks in the future is even hard for some of them to imagine.

8. แต่ช่วยให้ลูกคุณเชื่อมโยงระหว่างการบ้านและความสนใจ
บาง ทีเด็กอาจจะขาดแรงบันดาลใจเพราะไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง งานที่ถูกบอกให้ทำ และ จุดเป้าหมายกับ ความสนใจของพวกเค้า เด็กที่อยากจะเป็นนักอวกาศควรรู้ว่าเลข และวิทยาศาสตร์เป็นวิชาสำคัญต่อหน้าที่การงาน คุณอาจจะค้นคว้าดูว่างานต่างๆต้องการความเรียนรู้จากวิชาอะไรบ้าง แต่ว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ขาดแรงบันดาลใจส่วนมากจะไม่สนใจอะไรนอกจากสิ่งที่ เกิดขึ้นในปัจจุบัน 2 อาทิตย์ในอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเค้าที่จะมองเห็น


9. Turn Homework Into Creative Games
Gifted children love a challenge, so by turning otherwise dull homework into a challenging game, you can get your child to do it. Some children like to race, so you can ask them to see how quickly they can get it done -- without mistakes. Checking their work lets them see you care about it. Another creative approach to homework is to link it to an interest. For example, a dull math worksheet can be the decoding assignment of an astronaut's space mission to Mars. Unless the work is done correctly, the mission will fail. Even the smallest mistake can create a problem that can cause the mission to fail.

9. เปลี่ยนแปลงการบ้านให้เป็นเกมสนุกๆ
เด็ก ที่มีพรสวรรค์ชอบการท้าทาย เพราะฉะนั้น เปลี่ยนแปลงการบ้านน่าเบื่อให้เป็นเกมท้าทายแล้วลูกคุณก็จะทำ เด็กบางคนชอบวิ่งแข่งงั้นคุณก็ท้าเข้าว่า สามารถทำการบ้านให้เสร็จเร็วแค่ไหน โดยให้ผิดพลาดน้อยที่สุด การที่คุณตรวจงานเค้า แสดงว่าคุณแคร์ อีกวิธีหนึง คือ ให้เชื่อมโยงการบ้านกับสิ่งที่เค้าสนใจ
ยก ตัวอย่าง การบ้านเลขน่าเบื่อ อาจกลายเป็นภารกิจถอดรหัสของนักอวกาศที่จะกำลังผจญภัยในดาวพุธ หากงานนี้ทำไม่ถูกต้องหมดภารกิจก็จะล่มเหลว การผิดพรากเพียงเล็กน้องก็จะสามารถสร้างปัญหา ที่ทำให้ภารภิจล้มเหลวได้

10. Keep in Mind that Motivation is Not Always About School Achievement
We often equate motivation with school achievement. However, it's important to note that some children are highly motivated to achieve goals, but those goals are unrelated to school. A gifted teen, for example, may be more interested in creating a volunteer community program for the elderly or for the underprivileged.
Achievement is Not Motivation
It's important to remember that while you may get your child to get homework done, he or she may never be truly motivated to do it.

10. แรงบันดาลใจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับผลสำเร็จในการเรียนเสมอไป
 บ่อย ครั้งเราจะถือว่าแรงบันดาลใจคือผลสำเร็จในการเรียน แต่ว่าสำคัญมากที่จะดูว่า เด็กบางคนที่มีแรงบันดาลใจอย่างสูง ที่จะทำให้สำเร็จตามเป้า อาจจะไม่ได้คิดว่าเป้าหมายนั้นเกี่ยวกับการเรียน ยกตัวอย่างเด็กวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์อาจจะสนใจ ไปช่วยชุมชนทำความดีสำหรับผู้สูงอายุหรือพวกด้อยโอกาส

ผลสำเร็จไม่ใช่แรงบันดาลใจ
สำคัญมากที่ต้องจดจำว่าถึงแม้ลูกคุณจะทำการบ้านเสร็จ เขา หรือเธอ อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจจริงที่จะทำมัน


 PDF Download

Download PDF Thai

Download PDF English

30 วิธีแสนง่าย เลี้ยงลูกให้ฉลาด


30 วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

30 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณ ๆ ได้ หากลูกคุณยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างใดก็ตามเด็กก็คือเด็ก เป็นผ้าขาวของสังคม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุปผลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทั่วโลก


 1.ตามองตา 

เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

 2.พูดต่อสิลูก

เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้

 3.ฉลาดเพราะนมแม่ 

ให้นม แม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย

 4. ทำตลกใส่ลูก 

แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ

 5.กระจกเงาวิเศษ 

ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง

 6.จั๊กจี้ จั๊กจี้

การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น

 7.สองภาพที่แตกต่าง 

ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูก ต่อไป

 8.ชมวิวด้วยกัน

พา ลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก

 9.เสียงประหลาด 

ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่

 10.ร้องเพลงแสนหรรษา 

สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก

11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ

เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอน คำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

 12.อุทิศตัวเป็นของเล่น 

ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

 13.พาลูกไปช็อปปิ้ง 

นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ

 14.ให้ลูกมีส่วนร่วม 

พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น

 15.เสียงและสัมผัสจากลมหายใจ

ช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก

 16.ทิชชู่หรรษา 

ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี

 17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่าน หนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ

 18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋ 

การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก

 19.สัมผัสที่แตกต่าง 

หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัส เป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น

 20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง

ให้ เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะ คลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก

 21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว

นำรูป ภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไป ด้วย

 22.มื้ออาหารแสนสนุก 

เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน

 23.เด็กชอบทิ้งของ 

บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่

 24.กล่องมายากล

หากล่อง หรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ

กระตุ้น ทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

26.เลียนแบบลูกบ้าง

เด็ก ชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์

27.จับใบหน้าที่แปลกไป 

ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน 

ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุด ต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู้สึก

อุ้มลูก น้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น

30.เล่าเรื่องของลูก

เลือก นิทานเรื่องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร 
at office issue 55 August 2008 p.30-34