แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา

เรียนรู้สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา


 

     เราทราบมานานแล้วว่า สมองใหญ่ซีรีบลั่มของคนเราจะประกอบด้วย สมองสองซีก นั่นคือสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวา โดยสมองซีกซ้ายกับซีกขวามีการทำงานพร้อมกันแต่ทำหน้าที่แตกต่างกัน มีเพียงบางเรื่องที่สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาเป็นผู้สั่งการอย่างเดียว แต่ไม่ว่าจะสั่งการโดยสมองซีกใดก็ตาม ในคนปกติจะมีอารมณ์ความรู้สึกตามปกติ ทั้งนี้ เด็กแรกเกิดจนถึง 2 ปี สมองซีกซ้ายจะเป็นส่วนที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่า ส่วนสมองซีกขวาจะค่อยๆ เจริญเร็วขึ้นและมาตามทันกันเมื่อเด็กมีอายุราว 3-4 ปี




สมองซีกซ้าย - ทำให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษา เข้าใจหลักการด้านคำนวณ ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ต่างๆ ที่เป็นหลักการและต้องใช้เหตุผล
สมองซีกขวา -  ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม เรื่องจริยธรรม ด้านดนตรี วัฒนธรรม ความรัก อุปนิสัย อารมณ์ การสร้างจินตนาการเป็นเรื่องราวต่างๆ ฯลฯ
              
     การพัฒนาและกระตุ้นเด็กในช่วงเวลาต่างๆ จึงมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองซีกซ้ายและขวา การเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของสมองสองซีกนี้ มีผลต่อการกำหนดอุปนิสัยใจคอของมนุษย์มากทีเดียว เช่น หากในช่วงที่สมองซีกซ้ายกำลังเจริญเติบโต แต่กลับมาเกิดปัญหาบางอย่างในช่วงนั้นจนทำให้สมองซีกซ้ายไม่สามารถเจริญเติบ โตได้ เด็กก็จะมีพัฒนาการด้านคำนวณ ด้านภาษา ด้านความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ล่าช้า ในขณะเดียวกันถ้าสมองซีกขวาเกิดปัญหาในระหว่างการเจริญเติบโต จะทำให้บุคคลนั้นมีปัญหาทางด้านการจินตนาการ ศิลปะ อารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้ามหากสมองซีกขวาได้รับการส่งเสริมค่อนข้างมาก ก็มีแนวโน้มว่าจะไปเป็นจิตรกร ศิลปิน หรือนักแสดง ฯลฯ ขณะเดียวกันถ้าสมองซีกซ้ายได้รับการส่งเสริมดีก็มีแนวโน้มว่าจะไปเป็นนัก วิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นายธนาคาร ทหาร ฯลฯ

     อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่า เราควรพัฒนาสมองซีกใดซีกหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะหากพัฒนาสมองซีกซ้ายมากเป็นพิเศษ ก็อาจทำให้ใช้ความฉลาดไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป เห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เพราะจินตนาการไม่ออกว่าคนที่ถูกเอาเปรียบจะเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกันถ้ามีแต่สมองซีกขวาอย่างเดียวจะเน้นแต่เรื่องคุณธรรม แต่ทำธุรกิจไม่เก่ง ค้าขายไม่เป็น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพัฒนาสมองลูกโดยไม่ให้ผิดธรรมชาติ ก็ควรจะพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและขวาไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดความสมดุลและการผสมผสานกัน ซึ่งจะทำให้เราได้บุคลากรของสังคมที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีพร้อมกันได้
                 
ปัจจัยส่งเสริมพัฒนาการของสมอง
พันธุกรรม    เมื่อ 30 ปีมาแล้วมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าพัฒนาการของสมองได้รับอิทธิพล และมีผลกระทบโดยตรงมาจากพันธุกรรม กล่าวคือพบว่าลูกซึ่งเกิดมาจากพ่อแม่ที่มีพรสวรรค์หรือมีความสามารถพิเศษ ก็จะมีพรสวรรค์เช่นเดียวกับพ่อแม่ ในยุโรปกลุ่มนักดนตรีเอกของโลกหรือครอบครัวคีตกวีทางดนตรีก็จะมีการถ่ายทอด พรสวรรค์กันมา แม้ว่าเด็กคนนั้นในระยะแรกๆ ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร แต่พอเติบโตขึ้นเขาจะกลายเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษแฝงอยู่แล้ว
อาหาร    ในสมัยก่อนนั้นเด็กไทยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบจำนวนมากเป็นโรคขาดสารอาหารโปรตีน ทำให้กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือด้อยปัญญาโดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในชนบท แต่ก็นับว่าโชคดีเพราะในที่สุดบ้านเราก็สามารถแก้ไขได้ ในทางตรงกันข้ามปัญหาเด็กเป็นโรคขาดสารอาหารกลับเกิดขึ้นได้ในครอบครัวซึ่ง มีอันจะกิน คือมีกำลังซื้อทุกอย่างที่จะกินได้ แต่เด็กไม่ได้รับการกินอาหารที่ถูกต้อง กินอาหารไม่ถูกส่วน หรือถูกตามใจมาก และเลือกกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ ทำให้เซลล์ประสาทไม่ได้รับอาหาร อย่างเช่น โปรตีน ไขมันบางชนิด เพื่อแตกแขนงกิ่งก้านของสมองให้เจริญเติบโต
สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู   นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ตั้งคำถามว่าสิ่งแวดล้อมว่ามีผลกระทบต่อพัฒนาการของสมองเด็กหรือไม่ เขาทำการทดลองผ่านหนูทดลองในแบบที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมและไม่ ถูกกระตุ้น ปรากฏว่าเป็นที่ฮือฮามาก และถือเป็นครั้งแรกที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งแวดล้อมอาจมีผลต่อการพัฒนา สมองของเด็กอย่างมาก สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทำให้สมองเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ มีผลต่อความเฉลียวฉลาด ประสิทธิภาพของพฤติกรรม และการสร้างเซลล์ประสาทในสมอง ซึ่งก็หมายความสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่จะถูกมองข้ามหรือปล่อยปละละเลยได้ เช่นกัน

อัจฉริยะด้วยมือพ่อแม่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคนให้หนังสือภรรยาผมมาเล่มหนึ่งขื่อว่า “อัจฉริยะด้วยมือพ่อแม่” ของ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด เพิ่งพิมพ์เป็นครั้งแรก ในเดือนมีนาคม 2552 นี้เองราคา 250 บาท                              
                                                    
จริง ๆ ลูกผมก็เป็นเด็กธรรมดาทั่ว ๆ ไปแหละครับ  แต่คนให้เขาคงปรารถนาดี อยากให้อ่านวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่คู่หนึ่งซึ่งมีลูกเป็นเด็กมีพรสวรรค์ (Gifted Child) ว่ามีวิธีการดูแลและให้การศึกษาอย่างไร
ผม เป็นหนอนหนังสืออยู่แล้ว เห็นหนังสืออะไรก็อ่านหมด เพราะเชื่อว่าหนังสือแต่ละเล่มก็มีข้อดีทั้งนั้นแหละครับ อยู่ที่ว่าจะดีมาก หรือดีน้อยก็แค่นั้นเอง  
แต่ เล่มนี้ดีมากนะครับ พอผมอ่านจบ ก็เลยอยากแนะนำให้ผู้อ่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ไปหามาอ่านกันบ้าง ถึงแม้ลูกเราจะไม่ใช่เด็กอัจฉริยะในตอนนี้ก็อ่านได้ครับ เพราะมีเทคนิคการเลี้ยงลูกดี ๆ ตั้งหลายอย่างให้เราได้เรียนรู้
หนังสือเล่มนี้ พูดถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ ด.ช.ธนัช  เปลวเทียนยิ่งทวี วัย 6 ขวบ ผู้มีความสามารถโดดเด่น  รอบด้านเกินวัย
จนทำให้สื่อต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจ สัมภาษณ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และรายการโทรทัศน์หลายครั้งหลายหน
ทั้งยังมีเว็บไซต์ส่วนตัว www.squidoo.com/dhanat รวบรวมภาพวาดแนวนามธรรม และการแสดงเดี่ยวไวโอลินบน YouTube ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้ว 3,5000,000 ครั้ง
ภาพวาดของเขาสร้างชื่อเสียงจนได้ฉายาว่า “ปิกัสโซน้อย” 
นอกจากนี้ยังมีความสามารถเป็นเลิศอีกหลาย ๆ ด้าน เช่น ดนตรี  กีฬา วิชาการ ภาษาอังกฤษ ฯลฯ จนกล่าวได้ว่าเขาคือหนูน้อยอัจฉริยะ
น้อง ธนัชมีชีวิตที่ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ได้เล่นสนุกประสาเด็ก มีความร่าเริงแจ่มใสเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ
และ โชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา และไวพอจะสังเกตเห็นความพิเศษในตัวลูก พยายามหาทางส่งเสริมและพัฒนาความสามารถนั้นจนก้าวสู่ความเป็นเลิศ
ผู้ อ่านจะได้เห็นคุณพ่อคุณแม่คู่นี้ที่ทำงานเป็นทีม และพร้อมจะพาลูกไปค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ โดยทำทุกเรื่องให้เป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็ก
เมื่อ การเรียนรู้ไม่ใช่ยาขมแต่เป็นขนมหวาน เด็กๆ ก็เพลิดเพลินได้ไม่รู้เบื่อ นี่คือหัวใจของการเรียนรู้ ที่เป็นมิตรกับสมองซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างลูกให้เป็นคนเก่งและคนดี
ซึ่ง คุณธนูและคุณวัชราภรณ์ เปลวเทียนยิ่งทวี (คุณพ่อและคุณแม่ของน้องธนัช) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และกลเม็ด เคล็ดลับทั้งหลายสู่ผู้อ่านเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาบุตรหลานของท่าน ด้วยความเชื่อว่า “เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่ในตัว”  ขอเพียงมีมือพ่อแม่ที่ประสานกันอย่างเหนียวแน่นเป็นผู้นำทาง
ต่อไปนี้ เป็นคำพูดบางส่วนของพ่อแม่ของน้องธนัช  ในส่วนคำนำของหนังสือเล่มนี้ครับ
จากใจพ่อแม่
จาก ชีวิตคู่ที่เคยมีกันเพียงสองคน จะไปไหน ทำอะไร อย่างไรและเมื่อไรก็ได้ ช่างเป็นชีวิตที่อิสระเสรี แต่พอมีชีวิตน้อย ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิตของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จาก ชีวิตผู้บริหารที่เคยจัดการกับธุรกิจน้อยใหญ่วันทั้งวัน ยุ่งแสนยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่เรากลับพบว่า เมื่อมีชีวิตน้อยๆ นี้มาอยู่กับเรา ที่เคยว่ายุ่ง ยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับความยุ่งยากและเวลาเวลาที่เราต้องทุ่มเทให้กับ ชีวิตน้อยๆ นี้
24 ชั่วโมงในทุก ๆ วัน 7 วัน ในทุกสัปดาห์ไม่มีวันหยุด ห้ามลาป่วย ห้ามหยุดพักร้อน แต่ทุกวันก็เป็นวันที่สนุก ตื่นเต้น ท้าทาย และที่สำคัญที่สุด เป็นวันที่มีความสุข ทำให้วันคืนในทุกๆ วัน ของเราผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยความสามารถและความสนใจในกิจกรรมหลากหลายของลูกทำให้ทั้งพ่อและแม่ต้องทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์และกำลังความสามารถ
 แทค ทีมช่วยกันบริหารเวลา บริหารการดำเนินชีวิต เพื่อให้ลูกน้อยได้พัฒนาศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ และมีความสุข ด้วยความมุ่มมั่นให้เขาเติบโตขึ้นเป็นคนดีมีคุณภาพของสังคม
หนังสือ เล่มนี้ เป็นความตั้งใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ที่ค้นพบความสามารถหลายๆ ด้าน ของลูกด้วยความบังเอิญแต่เมื่อได้พบ ก็ไม่ปล่อยให้สิ่งที่พบนั้นผ่านไป 
จะตั้งข้อสังเกต หาข้อมูล หาผู้รู้ หาวิธีทดสอบ ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ “ใช่” และ “ไม่ใช่” และเมื่อ “ใช่” จะพัฒนาหรือส่งเสริมศักยภาพเหล่านั้นได้อย่างไร
ใน กระบวนการต่างๆ นี้ มีทั้งการลองผิดลองถูก การใช้เวลาหาข้อมูล การประเมินและปรับเปลี่ยนเทคนิคในแต่ละช่วงเวลา สรรหามุกหรือลูกเล่น เพื่อให้ลุกสนุกกับสิ่งที่ทำ
ซึ่ง จะเป็นประโยชน์และประหยัดเวลาแก่ผู้อ่านที่สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาลูก ๆ ผู้เป็นที่รักโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์อย่างที่เราเคยประสบมา
รายละเอียดเทคนิคโดยละเอียดคงต้องไปหาอ่านกันเองนะครับ  แต่ถ้าใครไม่อยากซื้อจะขอยืมจากผม ก็ติดต่อไปทางอีเมล์นะครับ 
โดย Pro.Trainer

30 วิธีแสนง่าย เลี้ยงลูกให้ฉลาด


30 วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

30 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณ ๆ ได้ หากลูกคุณยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างใดก็ตามเด็กก็คือเด็ก เป็นผ้าขาวของสังคม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุปผลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทั่วโลก


 1.ตามองตา 

เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

 2.พูดต่อสิลูก

เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้

 3.ฉลาดเพราะนมแม่ 

ให้นม แม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย

 4. ทำตลกใส่ลูก 

แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ

 5.กระจกเงาวิเศษ 

ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง

 6.จั๊กจี้ จั๊กจี้

การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น

 7.สองภาพที่แตกต่าง 

ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูก ต่อไป

 8.ชมวิวด้วยกัน

พา ลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก

 9.เสียงประหลาด 

ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่

 10.ร้องเพลงแสนหรรษา 

สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก

11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ

เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอน คำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

 12.อุทิศตัวเป็นของเล่น 

ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

 13.พาลูกไปช็อปปิ้ง 

นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ

 14.ให้ลูกมีส่วนร่วม 

พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น

 15.เสียงและสัมผัสจากลมหายใจ

ช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก

 16.ทิชชู่หรรษา 

ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี

 17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่าน หนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ

 18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋ 

การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก

 19.สัมผัสที่แตกต่าง 

หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัส เป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น

 20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง

ให้ เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะ คลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก

 21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว

นำรูป ภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไป ด้วย

 22.มื้ออาหารแสนสนุก 

เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน

 23.เด็กชอบทิ้งของ 

บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่

 24.กล่องมายากล

หากล่อง หรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ

กระตุ้น ทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

26.เลียนแบบลูกบ้าง

เด็ก ชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์

27.จับใบหน้าที่แปลกไป 

ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน 

ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุด ต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู้สึก

อุ้มลูก น้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น

30.เล่าเรื่องของลูก

เลือก นิทานเรื่องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร 
at office issue 55 August 2008 p.30-34