แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนรู้สมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนรู้สมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

สมองและการเจริญเติบโต

สมองและการเจริญเติบโต

     ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่ จะมีความมหัศจรรย์และซับซ้อนมากเท่ากับสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะขบวนการและปัจจัยต่างๆ ที่ให้กำเนิดเซลล์เนื้อเยื่อของระบบประสาท ควบคุมเซลล์ประสาทที่เจริญเติบโต จนพัฒนาการมาเป็นสมองมนุษย์ที่เติบโตสมบูรณ์แล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาและความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้เพื่อใช้ในการพัฒนาสมองเด็กทุกคนให้เป็นคนเก่ง และคนดี
               

 
     ระบบประสาทในมนุษย์เกิดจากเนื้อเยื่อบุผิว Ectoderm ด้านบนของตัวอ่อนหลังจากปฏิสนธิแล้วประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ เมื่ออายุทารกในครรภ์ได้ 16 สัปดาห์หรือ 4 เดือนกว่าๆ ก็จะมี หู ตา อวัยวะต่างๆ เกิดขึ้น และเมื่อตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนทารกในครรภ์จะสามารถเคลื่อนไหวตัวได้เอง จนบางวันคุณจะรู้สึกว่าทารกเคลื่อนไหว เพราะระบบประสาทจะส่งเส้นประสาทไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ขึ้นได้นั่นเอง

     สมองเป็นอวัยวะที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะในวัยแรกของชีวิตตั้งแต่ระยะในครรภ์จนถึง 6 ปี เพราะว่าสมองกับระบบประสาทไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงอวัยวะธรรมดาๆ แต่เป็นอวัยวะควบคุมและจัดระเบียบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย โดยระบบอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายที่จะเติบโตขึ้นมา จะต้องถูกเหนี่ยวนำหรือถูกควบคุมโดยสมองจึงจะมีพัฒนาการตามปกติได้

ความสำคัญของสมองต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ

- สมองควบคุมและโปรแกรมกำกับการเจริญเติบโตของร่างกายทั้งหมด

- สมองควบคุมการทำงานของระบบร่างกาย พัฒนาการ เนื้อเยื่อ และเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

- สมองเป็นรากฐานของการพัฒนาทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ภาษา วัฒนธรรม ทักษะการสื่อสาร สังคม มนุษย์สัมพันธ์ คุณธรรม และจริยธรรม

- สมองเป็นระบบของการรับรู้ ประมวลข้อมูล เรียนรู้ เก็บความจำ และประสบการณ์ต่างๆ ที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราและความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

- สมองควบคุมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ  ควบคุมพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ เป็นรากฐานของบุคลิกภาพ ความแตกต่างระหว่างบุคคล

- สมองเรียนรู้ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม

- สมองควบคุมสมาธิ ความสนใจ การตัดสินใจ ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุผล ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จิตวิญญาณ จริยธรรม และคุณธรรม

- การพัฒนาของสมองเป็นปัจจัยที่กำหนด ศักยภาพ อนาคต และคุณภาพของชีวิตของคน

     การเจริญเติบโตของสมองจะมีเซลล์ประสาทที่ยื่นเส้นใย Axon เข้าไปสัมผัสและสร้างจุดเชื่อมต่อ Synapse กับเซลล์ประสาทอื่นๆ ทำให้เกิดการรับความรู้สึก สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ดังนั้นถ้าพัฒนาการของสมองเกิดการล้มเหลวหรือระบบประสาทเกิดพิการขึ้น อวัยวะส่วนที่เกี่ยวข้องก็จะหายไปหรือไม่พัฒนาเลย จะเห็นว่าสมองกับระบบประสาทในทารกแรกเกิดไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะที่ทำหน้าที่ เป็นอิสระเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการของอวัยวะทั้งหมดในร่างกาย โดยภายใน 4 ปีแรกของการเติบโตเด็กสมองจะมีพัฒนาการเกือบ 80% และยังเหลือบางส่วนที่ค่อยๆ เติบโตอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนอายุครบ 10 ขวบสมองก็จะมีขนาดใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

     อย่างไรก็ตามในขวบปีแรก   6 ปีสมองจะเติบโตและวงจรประสาทก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย เซลล์ประสาทภายในสมองจะทำหน้าที่คล้ายวงจรไฟฟ้าหรือวงจรคอมพิวเตอร์ จะมีการสัมผัสและเชื่อมต่อกับเซลล์อื่นๆ กันเป็นเครือข่าย มีการส่งสัญญาณประสาทไฟฟ้าและสารเคมีเพื่อส่งข่าวสารพร้อมกระตุ้นการทำงาน ซึ่งกันและกัน อย่างเช่น เมื่อเซลล์ประสาทสมองงอกกิ่งก้านสาขาออกไปที่กล้ามเนื้อก็จะควบคุมการ เคลื่อนไหวที่เชื่อมต่อกับประสาทตา เพื่อรับภาพเข้ามาให้สัมผัสกับเซลล์ประสาทอื่นๆ สร้างการส่งกระแสเชื่อมโยงนี้ทำให้เกิดความคิดต่างๆ ขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเซลล์ประสาทที่รวมกันเป็นสมองของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ซับซ้อน ที่สุดเท่าที่มนุษย์เราเคยรู้จักกันมา 

ส่วนต่างๆ ของสมองมนุษย์

ส่วนต่างๆ ของสมองมนุษย์


 

      นายแพทย์พอล แมคลีน (Dr. Paul MacLean) นายแพทย์และนักวิชาการด้านจิตเวช ได้ศึกษาสมองสามระบบเรียกว่า Triune Brain โดยกล่าวว่าสมองของมนุษย์เรานั้นมีสามส่วนประกอบกัน ทั้งในด้านวิวัฒนาการ ด้านการเจริญเติบโต และพัฒนาการตามวัย ดังนี้

     สมองส่วนแรก    สมองที่มีวิวัฒนาการมาจากสมองของสัตว์เลื้อยคลาน มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลื้อยคลานยุคดึกดำบรรพ์และอยู่ภายใต้ อิทธิพลของพันธุกรรม 90   95% และจะเจริญเติบโตในระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเกิดมาแล้วสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อสมองส่วนนี้น้อยมาก

     สมองส่วนที่สอง - เป็นสมองส่วนที่มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ สมองส่วนนี้จะเริ่มสร้างและเจริญเติบโตเมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดาได้ราว ๆ 6 เดือน และจะพัฒนาเป็นระบบควบคุม อารมณ์ หรือ Limbic System ที่มีลักษณะคล้ายวงแหวนที่หุ้มรอบๆ สมองส่วนแรกซึ่งมีลักษณะเป็นแกนเอาไว้ สมองส่วนนี้ประกอบด้วยสัญชาติญาณของความกลัวต่อสิ่งที่เป็นภัยอันตราย การแสดงตอบสนองทางอารมณ์ ความจำต่อเหตุการณ์และสถานที่ และพฤติกรรมการต่อสู้ก้าวร้าว  

     สมองส่วนนี้ทำให้มนุษย์มีอารมณ์และรู้จักตัวเอง(อัตตา) สามารถพัฒนาให้มีความรู้สึก และการแสดงออกทางอารมณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น ทารกร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจ แสดงอารมณ์เวลา ดีใจเสียใจ พอใจไม่พอใจ อย่างไรก็ตามตอนที่ทารกคลอดออกมาสมองส่วนนี้เพิ่งสร้างเสร็จไปเพียง 50% เท่านั้น โดยได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมประมาณ 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือนั้นพัฒนาตามสภาพแวดล้อม และการเรียนรู้โดยเฉพาะช่วงแรกเกิด-ปฐมวัย (0   8 ปี) 

     สมองส่วนที่สาม   สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคใหม่และเปลือกหุ้มสมองใหม่ คือสมองที่พบได้เฉพาะในสัตว์ชั้นสูงจำพวกวานร ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมน้อยมาก แทบจะเรียกได้ว่าพันธุกรรมควบคุมได้เพียง 10-20% เท่านั้น เพราะมีการเจริญเติบโตหลังคลอด พัฒนาการของสมองส่วนนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากการกระตุ้นของสิ่งแวดล้อมที่ เหมาะสม ทำให้มี Windows of opportunities ที่จะส่งเสริมให้เด็กฉลาดโดยการกระตุ้นการรับรู้จากประสบการณ์ต่างๆ ด้วย
 
พัฒนาสมองด้วยสมองส่วนหน้า  
     สมองส่วนหน้าเป็นสมองที่อยู่ในสมองส่วนที่สาม จะอยู่ด้านหลังหน้าผากของมนุษย์ โดยทำหน้าที่เป็น  นายของสมอง  เพราะมีการเจริญเติบโตหลังสุดและได้รับเส้นประสาทจากสมองส่วนต่างๆ ภายหลังเมื่อเด็กได้เจริญเติบโตขึ้น สังเกตดูจะเห็นว่าช่วงวัยเด็กเราจะวิ่งเล่นตามประสาสะเปะสะปะไปตามสิ่งเร้า หรือการกระตุ้น เหมือนไม่มีการควบคุมสั่งงานและวางแผน แต่พอเราโตขึ้นสมองส่วนนี้นี่เองที่จะคอยควบคุมกำหนดให้มีการวางแผนงานล่วง หน้า มีการคิดตัดสินใจ มีการใช้เหตุผล มีความรับผิดชอบ มีสมาธิ และควบคุมความสนใจไม่ให้สนใจสิ่งที่เข้ามารบกวน รวมทั้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เป็นรากฐานของคุณธรรม
 
พัฒนาระบบประสาทกระจกเงาสะท้อนภาพ
     ในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมาได้มีความก้าวหน้าเกี่ยวกับพัฒนาการของระบบ ประสาทสมอง ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้โดยการลอกเลียนแบบ ซึ่งเป็นรากฐานของการเลียนแบบของเด็กทารกจากผู้คนที่อยู่รอบข้าง อย่างเช่น การเลียนแบบสีหน้า  ที่แสดงอารมณ์ ท่าทีต่างๆ ในการสื่อสาร ตลอดจนการเรียนรู้ของภาษาพูด และภาษาท่าทาง ดังนั้นเด็กทารกจึงเป็นเสมือนระบบกระจกเงาที่ทำหน้าที่สะท้อนภาพการเคลื่อน ไหวของตัวเองหรือของผู้อื่น ที่เรียกว่า Mirror Neuronal System    

     Mirror Neuronal System มีการพัฒนาในเด็กทารกตั้งแต่ช่วงแรกๆ และสามารถทำงานได้อย่างดีหลังอายุ 12 เดือน ทำให้เด็กทารกปกติที่อายุครบ 1 ปีมีความสามารถที่จะเริ่มเข้าใจท่าทีและความหมายในการกระทำ เริ่มเลียนเสียงพูดของแม่ พ่อ หรือคนเลี้ยงที่พูดด้วย มองหน้าสบตา มองเห็นการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก ลักษณะของการแสดงออกของใบหน้า และท่าทางต่างๆ

     เมื่อสมองสามารถพัฒนาและลอกเลียนแบบได้ ดังนั้นเพื่อการพัฒนาให้เด็กเป็นคนดีมีคุณธรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็นจากพ่อแม่ญาติพี่ น้อง เพื่อให้เด็กใช้เป็นต้นแบบในการเรียนรู้
  
ที่มา http://www.mothersdigest.in.th/article/116/%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C

เรียนรู้สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา

เรียนรู้สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา


 

     เราทราบมานานแล้วว่า สมองใหญ่ซีรีบลั่มของคนเราจะประกอบด้วย สมองสองซีก นั่นคือสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวา โดยสมองซีกซ้ายกับซีกขวามีการทำงานพร้อมกันแต่ทำหน้าที่แตกต่างกัน มีเพียงบางเรื่องที่สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาเป็นผู้สั่งการอย่างเดียว แต่ไม่ว่าจะสั่งการโดยสมองซีกใดก็ตาม ในคนปกติจะมีอารมณ์ความรู้สึกตามปกติ ทั้งนี้ เด็กแรกเกิดจนถึง 2 ปี สมองซีกซ้ายจะเป็นส่วนที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่า ส่วนสมองซีกขวาจะค่อยๆ เจริญเร็วขึ้นและมาตามทันกันเมื่อเด็กมีอายุราว 3-4 ปี




สมองซีกซ้าย - ทำให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษา เข้าใจหลักการด้านคำนวณ ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ต่างๆ ที่เป็นหลักการและต้องใช้เหตุผล
สมองซีกขวา -  ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม เรื่องจริยธรรม ด้านดนตรี วัฒนธรรม ความรัก อุปนิสัย อารมณ์ การสร้างจินตนาการเป็นเรื่องราวต่างๆ ฯลฯ
              
     การพัฒนาและกระตุ้นเด็กในช่วงเวลาต่างๆ จึงมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองซีกซ้ายและขวา การเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของสมองสองซีกนี้ มีผลต่อการกำหนดอุปนิสัยใจคอของมนุษย์มากทีเดียว เช่น หากในช่วงที่สมองซีกซ้ายกำลังเจริญเติบโต แต่กลับมาเกิดปัญหาบางอย่างในช่วงนั้นจนทำให้สมองซีกซ้ายไม่สามารถเจริญเติบ โตได้ เด็กก็จะมีพัฒนาการด้านคำนวณ ด้านภาษา ด้านความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ล่าช้า ในขณะเดียวกันถ้าสมองซีกขวาเกิดปัญหาในระหว่างการเจริญเติบโต จะทำให้บุคคลนั้นมีปัญหาทางด้านการจินตนาการ ศิลปะ อารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้ามหากสมองซีกขวาได้รับการส่งเสริมค่อนข้างมาก ก็มีแนวโน้มว่าจะไปเป็นจิตรกร ศิลปิน หรือนักแสดง ฯลฯ ขณะเดียวกันถ้าสมองซีกซ้ายได้รับการส่งเสริมดีก็มีแนวโน้มว่าจะไปเป็นนัก วิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นายธนาคาร ทหาร ฯลฯ

     อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่า เราควรพัฒนาสมองซีกใดซีกหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะหากพัฒนาสมองซีกซ้ายมากเป็นพิเศษ ก็อาจทำให้ใช้ความฉลาดไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป เห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เพราะจินตนาการไม่ออกว่าคนที่ถูกเอาเปรียบจะเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกันถ้ามีแต่สมองซีกขวาอย่างเดียวจะเน้นแต่เรื่องคุณธรรม แต่ทำธุรกิจไม่เก่ง ค้าขายไม่เป็น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพัฒนาสมองลูกโดยไม่ให้ผิดธรรมชาติ ก็ควรจะพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและขวาไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดความสมดุลและการผสมผสานกัน ซึ่งจะทำให้เราได้บุคลากรของสังคมที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีพร้อมกันได้
                 
ปัจจัยส่งเสริมพัฒนาการของสมอง
พันธุกรรม    เมื่อ 30 ปีมาแล้วมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าพัฒนาการของสมองได้รับอิทธิพล และมีผลกระทบโดยตรงมาจากพันธุกรรม กล่าวคือพบว่าลูกซึ่งเกิดมาจากพ่อแม่ที่มีพรสวรรค์หรือมีความสามารถพิเศษ ก็จะมีพรสวรรค์เช่นเดียวกับพ่อแม่ ในยุโรปกลุ่มนักดนตรีเอกของโลกหรือครอบครัวคีตกวีทางดนตรีก็จะมีการถ่ายทอด พรสวรรค์กันมา แม้ว่าเด็กคนนั้นในระยะแรกๆ ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร แต่พอเติบโตขึ้นเขาจะกลายเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษแฝงอยู่แล้ว
อาหาร    ในสมัยก่อนนั้นเด็กไทยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบจำนวนมากเป็นโรคขาดสารอาหารโปรตีน ทำให้กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือด้อยปัญญาโดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในชนบท แต่ก็นับว่าโชคดีเพราะในที่สุดบ้านเราก็สามารถแก้ไขได้ ในทางตรงกันข้ามปัญหาเด็กเป็นโรคขาดสารอาหารกลับเกิดขึ้นได้ในครอบครัวซึ่ง มีอันจะกิน คือมีกำลังซื้อทุกอย่างที่จะกินได้ แต่เด็กไม่ได้รับการกินอาหารที่ถูกต้อง กินอาหารไม่ถูกส่วน หรือถูกตามใจมาก และเลือกกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ ทำให้เซลล์ประสาทไม่ได้รับอาหาร อย่างเช่น โปรตีน ไขมันบางชนิด เพื่อแตกแขนงกิ่งก้านของสมองให้เจริญเติบโต
สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู   นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ตั้งคำถามว่าสิ่งแวดล้อมว่ามีผลกระทบต่อพัฒนาการของสมองเด็กหรือไม่ เขาทำการทดลองผ่านหนูทดลองในแบบที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมและไม่ ถูกกระตุ้น ปรากฏว่าเป็นที่ฮือฮามาก และถือเป็นครั้งแรกที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งแวดล้อมอาจมีผลต่อการพัฒนา สมองของเด็กอย่างมาก สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทำให้สมองเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ มีผลต่อความเฉลียวฉลาด ประสิทธิภาพของพฤติกรรม และการสร้างเซลล์ประสาทในสมอง ซึ่งก็หมายความสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่จะถูกมองข้ามหรือปล่อยปละละเลยได้ เช่นกัน